AI ที่เข้าใจมนุษย์มากขึ้น

                                                                                     



การเข้ามาของสมาร์ทโฟน ทำให้โลกของเราได้ก้าวเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) อย่างแท้จริง ด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ อย่างระบบจดจำใบหน้า ลายนิ้วมือ ท่าทาง น้ำเสียงของมนุษย์ ซึ่งทำให้เกิดการเก็บข้อมูล Big Data อย่างมหาศาลจากฟังก์ชั่นเหล่านี้ ซึ่งเป็นส่วนขับเคลื่อนที่ทำให้ AI ถูกพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน AI ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมีทักษะที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งความสามารถในการคิดเพื่อแก้โจทย์ปัญหาต่างๆ รวมถึงการพูดคุยโต้ตอบกับมนุษย์ได้

ในช่วง 3-4 ปีมานี้เทคโนโลยี AI มีพัฒนาการที่ค่อนข้างก้าวกระโดด มีการนำ AI มาใช้ในการวินิจฉัยโรค พัฒนาระบบรถยนต์ไร้คนขับ ระบบอัตโนมัติภายในโรงงานอุตสาหกรรม หรือ Social Robots หุ่นยนต์ที่ถูกพัฒนาเพื่อเป็นเสมือนเพื่อนของมนุษย์ ซึ่งสามารถโต้ตอบ และแสดงอารมณ์ได้คล้ายกับมนุษย์จริงๆ

แม้ว่า AI ในปัจจุบันจะมีความสามารถเพียงพอในหลายๆ ด้านแล้ว แต่การพัฒนา AI ก็ยังคงมีการแข่งขันสูง และยังคงพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ไม่แน่ว่าในอนาคตโลกของเราอาจจะมี AI ระดับสูงที่เราสามารถพูดคุย ร่วมประสานงานได้เหมือนเป็นมนุษย์คนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เป็นที่คาดกันว่า AI จะช่วยทำให้เกิดเทคโนโลยีการวินิจฉัยโรคใหม่ๆ ที่รวดเร็วและแม่นยำ ความก้าวหน้าเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวัด คำนวณ คาดการณ์ และป้องกันโรคร้ายแรงได้ คาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าพวกเราจะได้เห็นการรักษาแบบแม่นยำและจำเพาะ โดยอาศัยข้อมูลทางพันธุกรรมหรือข้อมูลในระดับโมเลกุล มาใช้ในการตรวจวินิจฉัยที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดย AI จะเปรียบเสมือนเข็มทิศที่มีความแม่นยำสูง ช่วยให้สามารถระบุโรคและการรักษาได้

ก่อนที่จะตกใจกันไปมากกว่านี้ต้องอธิบายก่อนว่าสิ่งที่ทำให้เราสับสนคือคำว่า ‘ภรรยา’ และ ‘คอมพิวเตอร์’ ถูกไหมครับ? เพราะสองสิ่งนี้ไม่ควรมาพร้อมๆ กัน (อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้และเมื่อห้าสิบปีก่อน เรายังไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง) ในตอนแรกยุคเริ่มต้นนั้น ‘คอมพิวเตอร์’ หมายถึงตำแหน่งงานครับ ไม่ได้หมายถึง ‘คอมพิวเตอร์’ ที่เป็นอุปกรณ์ประมวลผลดิจิทัลที่แพร่หลายไปทั่วในยุคปัจจุบัน มนุษย์ที่เป็นคอมพิวเตอร์นั้นทำหน้าที่คำนวณและวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ บางครั้งอาจจะใช้เครื่องคิดเลขพื้นฐานในการช่วยทำงาน กลุ่มคนเหล่านี้แหละที่อยู่เบื้องหลังการทำนายการเคลื่อนที่ของดาวหางฮัลเลย์อันแม่นยำในยุคนั้น

ถ้าจะบอกว่าคอมพิวเตอร์ดิจิทัลถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานแทนที่คอมพิวเตอร์มนุษย์ก็คงไม่ผิดนัก ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เครื่องจักรเคยถูกเปรียบเทียบว่าคิดคำนวณวิเคราะห์ได้เหมือนมนุษย์ แต่กลับกันตอนนี้เมื่อไหร่ก็ตามที่มีมนุษย์ที่เป็นอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์โผล่ขึ้นมาเราจะเปรียบเทียบคนคนนั้นเป็นเหมือนกับคอมพิวเตอร์ มันเป็นชะตากรรมที่พลิกผันของมนุษย์โดยแท้จริง

เพราะฉะนั้นถึงตอนนี้คงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องถกเถียงกันแล้วว่าคอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์นั้นมีความสามารถในการคิดคำนวณ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์ไปแล้ว ส่วนความหมายของคำว่า ‘คอมพิวเตอร์’ ก็เปลี่ยนไปแล้วจากเมื่อหลายทศวรรษก่อน

แต่คำถามต่อมาที่เป็นประเด็นเก่าแก่ที่เติบโตมาพร้อมกับความฉลาดของหุ่นยนต์ก็คือ วันหนึ่งมันจะสามารถมีความรู้สึกและความคิดเป็นของตัวเองรึเปล่า? พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าคอมพิวเตอร์ดิจิทัลนี้จะกลายเป็นมนุษย์ในรูปแบบแมชชีนได้จริงๆ รึเปล่านั่นเอง?

ก่อนที่จะไปตอบคำถามตรงนั้นเราต้องแยกก่อนว่า Artificial Intelligence (AI) นั้นแบ่งออกกว้างๆ ได้สองอย่างก็คือ ‘Weak AI’ กับ ‘Strong AI’ ซึ่งความแตกต่างของสองสิ่งนี้ก็คือส่วนที่เป็นความคิดความรู้สึกที่เหมือนมนุษย์นั้นแหละ Weak AI เป็นสาขาที่เน้นการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อการแก้ไขปัญหาหรือทำงานบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเหตุและผล อย่างรถยนต์ไร้คนขับ, Alpha Go, Watson IBM, Facebook NewsFeed หรือ ระบบแนะนำสินค้าของ Amazon ส่วน Strong AI เป็นระบบเครื่องจักรฉลาดที่สามารถทำงานได้เทียบเท่ามนุษย์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีตัวตนจริงๆ แต่จะลองนึกภาพถึง Skynet ในภาพยนตร์ The Terminator หรือ Samantha ในภาพยนตร์เรื่อง Her

ซึ่งเขาก็ไม่ใช่คนเดียวที่เชื่อแบบนั้น บุคคลที่มีชื่อเสียงและความรู้ทางสายนี้อย่าง มาร์วิน มินส์กี้ (Marvin Minsky) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ที่ MIT, อัลเลน เนเวล (Allen Newell) ผู้เขียนโปรแกรม Logic Theorist ร่วมกับเฮอร์เบิร์ต ไซมอนและ คลิฟฟ์ ชอว์ (Cliff Shaw) ที่เรียกได้ว่าเป็น AI โปรแกรมแรกของโลก) และคล็อด แชนนอน (Claude Shannon) ผู้สร้าง A.I ที่เรียกว่า หนูของแชนนอน (Shannon’s mouse) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์สามารถเรียนรู้หาทางออกจากเขาวงกตได้ ต่างก็มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ซึ่งความเชื่อเหล่านี้นำไปสู่การแต่งนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง 2001: A Space Odyssey ของ อาเธอร์ คลาร์ก (Arthur C. Clarke) หรือ The Man from Mars และ Solaris ของ สแตนิชลอว์ เล็ม (Stanisław Lem) ในภายหลัง

นักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์หลายคน (บางส่วนเรียกตัวเองว่า ‘futurologists’ หรือ นักอนาคตศาสตร์) ได้จินตนาการถึงอนาคตที่หุ่นยนต์นั้นสามารถทำงานทุกอย่างแทนมนุษย์ มีความคิด การตัดสินใจ ความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับเรา แต่ในเมื่อเราไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรหรือเมื่อไหร่ เราก็ไม่สามารถทราบได้ว่าผลกระทบที่ตามมาจริงๆ แล้วเป็นยังไงมันเหมือนกับการมานั่งถกเถียงกันว่าถ้าวันหนึ่งปรากฏว่ามีเด็กทารกที่มีหางเหมือนลิงที่มีพละกำลังไม่เหมือนเด็กทั่วไปจะกลายร่างเป็นคิงคองยักษ์เมื่อเห็นพระจันทร์เต็มดวงจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเราบ้าง? แน่นอนว่ามันคงสนุกดีไม่น้อย แต่ว่าเพื่ออะไร?

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า AI จะไม่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม, กฎหมาย, การเมืองการปกครอง หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ แต่นี่ก็ยังจัดอยู่ในหมวดของ ‘Weak A.I’ ที่เป็นการสร้างเทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจงขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ซึ่งจากสิ่งที่เราเห็นอยู่ตอนนี้เราก็พอที่จะคาดเดาผลกระทบของมันได้แล้วว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นต่อบ้าง​ (รถยนต์ไร้คนขับ, โดรนส่งของ, AI ตรวจเอกสารคัดกรองผู้เข้าสมัครงาน, ซุปเปอร์มาเก็ตที่ไร้แคชเชียร์ ฯลฯ) เพราะฉะนั้นสำหรับนักพัฒนา AI จริงๆ แล้วคำถามที่ว่า “การสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้สึกนึกคิดนั้นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?” อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่พวกเขาทำในทุกๆ วัน

แต่ถ้าต้องให้มานั่งคิดจริงๆ ว่าถ้า Strong AI เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบยังไงต่อไปในอนาคต คำตอบที่ได้คืออาจจะไม่มีใครรู้ เพราะในเมื่อเราไม่รู้เลยว่าหากหุ่นยนต์ที่มีความคิดเกิดขึ้นจริงๆ แล้วพวกมันจะคิดเรื่องอะไร จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดเดาว่าต่อจากนั้นถ้ามันเกิดขึ้นแล้วจะเป็นยังไงบ้าง มันอาจจะพยายามทำลายล้างเผ่าพันธ์มนุษย์บนโลกเหมือนกับที่ Skynet ทำ มันอาจจะจับมนุษย์ไปเป็นทาสเพื่อใช้ครองจักรวาลก็ไม่มีใครรู้ได้ หรืออีกความเป็นไปได้ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากเท่าๆ กันคือมันอาจจะมาช่วยทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น แก้ไขปัญหาที่เราไม่สามารถทำได้ หรือบางทีพวกมันอาจจะไม่ทำอะไรเลยแค่นั่งรวมตัวกันอ่านนิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เทียบตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกนิด, สมมุติว่ามีเอเลี่ยนมนุษย์ต่างดาวแวะมาเยี่ยมโลกเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน พวกเขาก็อาจจะพบมนุษย์รูปแบบหนึ่งที่เป็นอยู่ในตอนนั้น เอเลี่ยนก็นั่งสังเกตการณ์แล้วก็จากไป คำถามคือพวกเขาจะรู้ไหมว่าวันหนึ่งลูกหลานของมนุษย์เหล่านี้จะเพลิดเพลินกับกวีและงานเขียนของวิลเลียม เชกสเปียร์ คนเหล่านี้จะสร้างเทคโนโลยีที่สามารถเดินทางไปยังอวกาศได้ คนเหล่านี้จะใช้เวลาถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องปรัชญาชีวิตและความหมายของการมีอยู่ของตัวเอง? ความคิด ความรู้สึก รวมไปถึงจิตใต้สำนึกของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากเกินกว่าจะคาดเดา แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าวันหนึ่งถ้าหุ่นยนต์สามารถทำแบบนั้นได้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ซึ่งถ้าเราบอกว่าสมองกลนั้นจะถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นและเรียนรู้ได้เหมือนกับมนุษย์ก็หมายถึงว่าโมเดลของมันนั้นจะมีความคล้ายคลึงกับสมองส่วน Neocortex ที่เป็นระบบการเรียนรู้ของมนุษย์และทำให้เรานั้นแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น เพราะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสมองส่วนอื่นที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสัญชาตญาณ (ความรู้สึก ความหิว โกรธ ความอยากได้ อิจฉาฯลฯ) ถ้าวันหนึ่งหุ่นยนต์สามารถเรียนรู้และทำทุกอย่างแทนมนุษย์ได้ มันก็ยังขาดส่วนที่จะทำให้เป็นเหมือนมนุษย์


แน่นอนว่าอาจจะมีคนที่พยายามสร้างหุ่นยนต์ที่ทำแบบนั้นแต่ในตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าต้องทำยังไงและเป็นไปได้รึเปล่า

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของความเชื่อว่าสิ่งที่ซับซ้อนถูกอธิบายได้ด้วยส่วนย่อยๆ ที่ไม่ซับซ้อนอย่าง ‘Reductionism’ นั้นทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถที่จะคิดหรือเข้าใจได้เหมือนกับมนุษย์เป็นสิ่งที่ถกเถียงกันมาตลอด มีงานเขียนจากหนังสือ Minds, Brains and Programs ของ จอห์น เซิร์ล (John Searle) ได้อธิบายเรื่องนี้ว่า สมมติมีมนุษย์คนหนึ่งนั่งอยู่ในห้องแล้วมีโน้ตคำศัพท์ภาษาจีนพร้อมกับคำอธิบายว่าต้องใช้คำศัพท์ตัวไหนเมื่อไหร่ในภาษาที่เขาเข้าใจอยู่แล้ว (โดยเงื่อนไขคือว่าคำอธิบายเหล่านี้ละเอียดและสามารถใช้งานได้จริง) เมื่อมีคนจีนที่อยู่นอกห้องเขียนคำถามหรือพิมพ์ประโยคผ่านไปให้อีกคนที่อยู่ในห้อง ก็ได้คำตอบกลับมาเป็นภาษาจีนตามที่เขาเข้าใจ คนที่อยู่นอกห้องก็อาจจะคิดไปได้ว่าคนที่อยู่ในห้องนั้นสามารถสื่อสารภาษาจีนได้ (ถ้าอ่านหนังสือ The Most Human Human, Turing’s Test ก็มีความคล้ายคลึงกันแต่จะใช้หุ่นยนต์หลอกกรรมการว่ามันเป็นมนุษย์)

แต่ความจริงคือคนที่อยู่ในห้องนั้นแค่ทำตามข้อมูลที่มี (syntax) โดยไม่เข้าใจความหมาย (semantics) ของคำถามเหล่านั้นเลย ซึ่งสมองกลก็เป็นแบบเดียวกัน (มีครั้งหนึ่งที่ผมเคยนั่งเถียงเป็นจริงเป็นจังกับ AI ของสายการบินหนึ่ง แต่สุดท้ายก็มาคิดได้ว่ามันมีข้อมูลแค่นี้และไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสาร แล้วก็ต้องยอมแพ้ไป) หุ่นยนต์ที่สามารถวิเคราะห์และสร้างผลลัพธ์ตามข้อมูลนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในเวลานี้ แต่นั่นก็ยังเป็น ‘Weak A.I’ อยู่ดี

แต่นี้ก็นำไปสู่อีกคำถามว่า ถ้าสมมติว่าเราสร้างหุ่นยนต์ที่ความคิดความรู้สึกเหมือนมนุษย์ได้ (หรือถ้ามันเกิดขึ้นมาเองไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็ตาม) หุ่นยนต์จะต้องการเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เหรอ? เพราะเจ้าสิ่งที่เรียกว่า ‘การตระหนักรู้’ หรือ ‘สติ’ ที่มาพร้อมกับการเป็นเหมือนมนุษย์นั้นนำมาซึ่งภาระที่น่าปวดหัวอย่างเช่นการคิดไปล่วงหน้าหรือวางแผนสำหรับงานที่กำลังทำอยู่ การตั้งคำถามเพื่อหาความหมายในทุกสิ่งทุกอย่างเป็นคำสาปที่ติดตัวมนุษย์ตั้งแต่จำความและเริ่มตระหนักรู้ถึงตัวตนของตัวเอง ยิ่งพยายามค้นคว้าหาคำตอบมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น ถ้าพบว่าการมีอยู่ของตัวเองไม่ได้มีความหมายมากเท่าจินตนาการเอาไว้

อีกอย่างหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยในเรื่องของการตระหนักรู้ก็คือ ‘ร่างกาย’ ที่มาพร้อมกับความเป็นมนุษย์  ซึ่งเรารู้ว่ามันมีอยู่ตรงนั้นและเป็นส่วนหนึ่งของระบบการรับรู้ของเราด้วยไม่ใช่แค่เรื่องของสมอง ร่างกายเราตอบสนองต่อความคิดจินตนาการ ความจำที่ฝังลึกลงไปข้างใน เด็กคนหนึ่งเมื่อถูกแม่ดุเวลาหยิบจับของมีคม เมื่อได้ยินเสียงแม่ดุเตือนครั้งต่อไปความทรงจำเหล่านั้นจะย้อนกลับมาทันที หรือการกลับไปเจอแฟนเก่าแล้วรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนนั้นคือสิ่งที่ทำให้เราเป็น ‘เรา’ ไม่ใช่แค่สมองแต่คือร่างกายทั้งหมด เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าวันหนึ่งเราจะสามารถอัพโหลดความจำหรือสมองส่วนความคิดอ่านของเราขึ้นไปอยู่บนคอมพิวเตอร์ได้ มันก็ไม่ได้เป็นของเราจริงๆ แล้ว

สุดท้ายแล้วถ้าเกิดว่าวันหนึ่งหุ่นยนต์สามารถตระหนักรู้และมีความคิดได้เหมือนกับมนุษย์สักแห่งบนคลาวด์ มันก็คงไม่น่าจะมาในรูปแบบที่เราคาดคิดอย่าง Skynet เพราะถ้าหุ่นยนต์คิดได้จริงๆ คำถามแรกที่พวกเขาอาจจะรวมหัวกันคิดคือ “เราอยากจะเป็นเหมือนมนุษย์จริงๆ เหรอ?”

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม