เนื้อสัตว์ที่เกิดการเพาะเลี้ยงเซลล์ (The cow-free burger)

 จากการคาดการณ์ของเหล่านักวิจัยทั้งหลายว่าจากการที่มีประชากรเพิ่มมากขึ้นในทุกวัน ๆ เช่นนี้ภายในปี 2050 ประชากรโลกอาจมีมากขึ้นถึง 10 พันล้านคนทีเดียวในขณะที่เนื้อสัตว์ที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนั้นอาจไม่ได้มากขึ้นตามพวกเราไปด้วย แถมยังต้องถูกฆ่ามาเป็นอาหารของมนุษย์อีกจะให้โตทันมนุษย์ก็เห็นจะยาก หลังจากที่มนุษย์มีประชากรเพิ่มถึงจุดนั้นแล้วความต้องการในการบริโภคเนื้อมีโอกาสสูงขึ้นถึง 70% เลยที่เดียว ทีนี้เหล่านักวิจัยทั้งหลายจะทำอย่างไรให้เรามีอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ในอนาคตกันล่ะ เทคโนโลยีใหม่ เพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์ เพื่อรับประทานแทนเนื้อสัตว์จริง

เทคโนโลยีใหม่เพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์เพื่อรับประทานแทนเนื้อสัตว์จริงจึงถือกำเนิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เพื่อช่วยให้การบริโภคของมนุษย์อยู่ในความสมดุลแม้จะมีประชากรที่มากขึ้นก็ตาม นอกจากนี้การผลิตเนื้อให้เรารับประทานกันในทุกวันนั้นยังส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมากอีกด้วย โดยเฉพาะกระบวนการเลี้ยงที่ทั้งใช้น้ำและพื้นที่ในการเลี้ยงดูที่มากกว่าการเกษตรหลายเท่าอยู่เหมือนกัน ดังนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเราจะมีเนื้อทางเลือกที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดพื้นที่การเลี้ยงสัตว์แต่เรายังได้รับสารอาหารและรับประทานเนื้ออย่างเคย ทั้งนี้ได้มีการคิดค้นการผลิตเนื้อ 2 วิธีคือ lab-grown และ plant-based

เทคโนโลยี เพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์

เทคโนโลยี เพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์ เพื่อรับประทานแทนเนื้อสัตว์จริง

1. lab-grown – เทคโนโลยีใหม่เพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์เพื่อรับประทานแทนเนื้อสัตว์จริง วิธีแรกคือการนำเนื้อเยื่อของสัตว์จริงมาเพราะ โดยใช้ส่วนกล้ามเนื้อของวัวมาเพราะเป็นเน้อวัวให้เรารับประทานกันนั่นเอง วิธีนี้จะไม่จำเป็นตัวใช้สัตว์มากเหมือนแต่ก่อนแต่เราก็สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้เหมือนเดิม โดยที่มีรถชาติและสารอาหารที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริงมากเลยทีเดียว เป็นวิธีที่คาดว่าน่าจะใช้ได้จริงในอนาคตอันใกล้นี้

เพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์ เพื่อรับประทานแทนเนื้อสัตว์จริง

2. plant-based – เทคโนโลยีใหม่เพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์เพื่อรับประทานแทนเนื้อสัตว์จริง คือการผลิตเนื้อจากพืช 100% คือการทำให้พืชมีรสชาติที่คล้ายเนื้อสัตว์มากที่สุดนั่นเอง เป็นเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนมาจากพืชแทนที่จะมาจากเนื้อสัตว์วิธีนี้เป็นวิธรที่มีการขายจริงแล้วจากร้านที่มีชื่อว่า Beyond Meat ร้านที่บิลเกตส์มีส่วนร่วมหุ้นร้านนี้เอาไว้ด้วย โดยนโยบายของร้านคือ The cow-free burger เป็นเบอร์เกอร์ที่ไม่มีเนื้อสัตว์อยู่เลยแต่ให้รสชาติที่คล้ายคลึงกับเนื้อสัตว์มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการวางจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย เพื่อรณรงค์ให้คนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ด้วยนั่นเอง ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จเพราะสามารถขายได้กว่า 25 ล้านชิ้นหลังจากที่เริ่มกิจการได้ไม่นานนั่นเอง ถือเป็นอีกทางเลือกทางอาหารที่ไม่เป็นการเบียดเบียนสัตว์และไม่สร้างภาระให้กับสิ่งแวดล้อม 

เนื้อสัตว์ที่เกิดการเพาะเลี้ยงเซลล์ (The cow-free burger)
สหประชาชาติคาดการณ์กันว่าในปี 2050 จะมีประชากรโลกประมาณ 9.8 พันล้านคน และคนก็จะบริโภคเนื้อสัตว์เยอะขึ้น อาจจะเนื่องจากความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น จะทำให้คนบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น 70% จากที่เราบริโภคกันอยู่ในทุกวันนี้

แต่แม้ในอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อสัตว์ที่มีประสิทธิภาพก็ยังส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากอยู่ดี อย่างเช่นโปรตีนที่มาจากสัตว์จะใช้น้ำมากกว่าพืช ถึง 4-25 เท่า ใช้พื้นที่มากกว่า 6-17 เท่า และใช้พลังงานจากฟอสซิลมากกว่า 6-20 เท่า

การจะให้คนหยุดกินเนื้อคงจะเป็นไปได้ยาก ตอนนี้ก็เลยมีการทำ lab-grown ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ 1.) ทำมาจากกล้ามเนื้อของสัตว์จริง เวอร์ชั่น lab-grown รสชาติที่ได้ในตอนนี้ค่อนข้างใกล้เคียงของจริงมาก คาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายได้ในปีหน้า แต่ประเด็นคือ lab-grown ก็ไม่ได้ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเท่าไหร่นัก

กับอีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่เป็นแบบ plant-based ทำมาจากโปรตีนถั่ว มันฝรั่ง หรือพืชที่มีโปรตีนอื่น ๆ และนำไปทำให้มีความใกล้เคียงกับเนื้อ ซึ่งแบบ plant-based นั้นส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ามาก

อย่างในบริษัทอย่าง Beyond Meat (บิล เกตส์ ลงทุนในบริษัทนี้ด้วย) ที่ทำเนื้อสัตว์แบบ plant-based นั้นเริ่มขายแล้วในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีจำหน่ายแล้วในซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารกว่า 30,000 แห่ง และขายไปแล้วมากกว่า 25 ล้านชิ้น


นื้อเทียม กลายเป็นศัพท์ที่คนในยุคปัจจุบันคุ้นหูและไม่คิดว่ามันไกลตัวอีกต่อไป แต่ทว่าในบรรดาเนื้อเทียมเหล่านั้นก็ยังมีเนื้อเทียมบางประเภทที่โดดเด่นจากเนื้ออื่นๆ นั่นคือเนื้อที่สังเคราะห์จากห้องแล็บ หรือ Cultured meat นั่นเอง

Cultured meat คืออะไร ต่างจากเนื้อเทียมทั่วไปอย่างไร 

Cultured meat หรือที่บางคนเรียกว่า Lab grown meat คือเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการเพาะเนื้อเยื่อจากเซลล์สัตว์ในห้องทดลอง ให้กลายเป็นเนื้อชิ้นใหญ่ พอเพียงให้มนุษย์สามารถรับประทานได้ สังเกตได้ว่าสิ่งที่ทำให้เนื้อสัตว์จากแล็บนี้ต่างจากเนื้อเทียมประเภทอื่นๆ คือการ “เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ” นั่นเอง โดยเป็นวิธีที่ทางศาสตราจารย์ มาร์ค โพสต์ นำเสนอต่อคนทั่วโลกเมื่อปี 2012 และต่อมาก็ทำให้มีคนให้ความสนใจกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อรับประทาน และการประยุกต์ใช้เนื้อเทียมจากสิ่งอื่นๆ ปัจจุบันเนื้อเทียมที่มีขายโดยทั่วไป มักมีการทำมาจาก Plant based protein เสียส่วนใหญ่ เช่น ถั่วชนิดต่างๆ ข้าวสาลี ธัญพืช การเข้ามาของ Cultured meat จึงถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญ และยังมีไม่กี่ประเทศที่ออกกฎหมายเรื่องการขายเนื้อเทียมประเภทสังเคราะห์จากแล็บสู่ภาคประชาชนอย่างจริงจัง ซึ่งประเทศแรกที่อนุมัติเรื่องนี้คือ สิงค์โปร์คุณสามารถอ่านเรื่องเกี่ยวข้องกับเนื้อเทียมได้ที่ เจาะลึกแบบเนื้อๆ ที่ไม่เนื้อ กับเรื่องราวของเนื้อเทียม

Cultured meat กับการยอมรับของคนในสังคม

แม้จะดูล้ำหน้าขนาดไหน แต่ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่า การนำเนื้อสังเคราะห์จากห้องแล็บเข้ามาขายนั้นดูจะเร็วเกินไปสักหน่อย ประการแรกคือต้นทุนของเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากแล็บยังคงสูงอยู่ หากเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ปกติตามธรรมชาติ แม้ว่าแนวโน้มด้านราคาโดยรวมจะกำลังลดลงก็ตาม

ประการต่อมา สืบเนื่องจากข้อแรก ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่า cultured meat นั้นดูไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากมันถูกผลิตออกมาจากแล็บวิจัย ยิ่งเป็นของแพงมากกว่าเนื้อปกติ ยิ่งทำให้ประชาชนส่วนมากเข้าถึงได้ยากพอสมควร แม้แต่คำเรียก “เนื้อเทียม” เองก็ดูเป็นประเด็นอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะทางองค์กรปศุสัตว์สหรัฐอเมริกา (USCA) ก็เคยออกมาเรียกร้องกับกระทรวงเกษตรประเทศตนเองเมื่อปี 2018 ว่าควรใช้คำอื่นแทน meat ที่แปลว่าเนื้อสัตว์ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ได้มาจากแล็บทดลอง แต่เห็นได้ชัดว่าในปัจจุบันระดับสากลก็ยังมีการใช้ศัพท์ meat กันอย่างแพร่หลาย

ประการสุดท้ายผู้คนยังยึดติดกับ “เนื้อจริงๆ” อยู่ เพราะแม้ว่าจะมีการโฆษณาขนาดไหน ผู้ที่ทานเนื้อเทียมจำนวนมากก็ยังให้ความเห็นว่ารสชาติของมันยังไม่เทียบเท่าเนื้อที่ทานกันแบบปกติ ด้วยปัจจัยทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ก้าวต่อไปของเนื้อเทียมทั้งจากสังเคราะห์ในแล็บ และเนื้อประเภทอื่นๆ จะเติบโตไปในทิศทางใด และจะมีเจ้าไหนบ้างที่สามารถทำเนื้อเทียมออกมาได้ “อร่อยและคุ้มค่า” ถูกใจคนทั่วไปจริงๆ

สรุป

การอนุมัติขายเนื้อเทียมเชิงพาณิชย์ในประเทศสิงคโปร์ อาจเป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้กระแสการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเนื้อเทียมจากห้องแล็บมีการเปิดกว้างทั้งการลงทุน การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถเป็นที่ยอมรับและเกิดการขายได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การจำหน่ายเนื้อเทียมในระดับสากลนั้ยยังคงต้องใช้เวลาในการพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งคุณภาพ ราคา กฎระเบียบ รวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจจนเกิดเป็นยอมรับจากผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม ผลกระทบของการเลี้ยงสัตว์ที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการเลี้ยงสัตว์ทั้งพื้นที่ น้ำ และอาหาร รวมถึงการเรียกร้องต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิของสัตว์ในปัจจุบัน อาจทำให้เนื้อเทียมได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคต

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม