การเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Mobility-as-a-Service, Maas)
Mobility-as-a-Service (MaaS) คืออะไร
ในเชิงอุดมคติ MaaS คือการที่เราสามารถออกเดิ
นายฮิโรโซ โยชิโตมิ ประธานบริษัท JUNPUZI ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโตเกียว คือหนึ่งในผู้ที่กำลังพั
ที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็
และตอนนี้ทางบริษัทก็ต้
โตชิบาเป็นที่รู้จักในฐานะบริษั
และสาขาหนึ่งที่โตชิบามีความเชี่
แล้วปัญหาการทำงานที่มีอยู่นั้ นหนักหนาเพียงใด?
“ชื่อเต็มของมันคือ Convenicle บริการรับส่งตามความต้องการ” นายโยชิโตมิ เผย “และเป้าหมายของเราคือ การสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ให้
นั่นนำมาซึ่งคุณสมบัติที่สำคั
ด้วยวิธีนี้ การสำรองที่นั่งในแต่ละครั้งก็
ยิ่งไปกว่านั้น การวิเคราะห์เชิงลึกจำเป็นต้
นายฮิโรกิ อุเอดะ นักวิจัยที่ศูนย์เทคโนโลยีซอฟท์
นายอุเอดะ กล่าวว่า ในตอนแรกโตชิบาพยายามใช้วิธี
นายยูจิ อิริโมโตะ เล่าถึงวิธีการทำงาน “SATLYS วิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานของ Convenicle จาก JUNPUZI ร่วมกับข้อมูลสภาวะอากาศจากสำนั
ท้ายที่สุด SATLYS จึงได้พยากรณ์ความต้องการสำหรั
นายคามิยะ พอใจกับผลที่ได้จากความร่วมมื
นายโยชิโตมิ ประธานบริษัท JUNPUZI เองก็เห็นด้วยและเริ่มคิ
ทีมโตชิบาเองก็พอใจกับความก้
นายอุเอดะ มองไกลไปยิ่งกว่านั้นอีก “เมื่อพูดคำว่า ‘ไร้อุปสรรค’ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่คงนึกถึงสิ่
ขณะที่การขนส่งมวลชนพัฒนาไปอย่
*SATLYS™ คือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน และ/หรือ เครื่องหมายการค้าของ Toshiba Digital Solutions Corporation ในญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ
องอิมเมจคงจะทวิตข้อความนี้อีกรอบ ในวันใดวันหนึ่งที่ประเทศไทยเข้าสู่โลกแห่ง Mobility as a Service (MaaS) อย่างเต็มตัวก็เป็นได้ แม้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จะดูริบหรี่ติดๆ ดับๆ อยู่สักหน่อย แต่ในวันที่โลกพัฒนาไปไกลขึ้น ผู้คนสามารถเชื่อมต่อและเรียนรู้กันได้มากขึ้น ตลอดจนคนรุ่นใหม่กำลังจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาขับเคลื่อนสังคมแทนที่ นี่ก็ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะมานั่งถอนหายใจหมดหวัง โดยเฉพาะเมื่อเรามีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงให้เรียนรู้และเลียนแบบอยู่ตรงหน้า
อธิบายโดยง่าย Mobility as a Service (MaaS) คือแนวคิดเกี่ยวกับระบบการเดินทาง ที่รวบรวมเอาบริการทุกอย่างในด้านการขนส่งมาไว้ในพื้นที่ที่อำนวยความสะดวกให้คนได้มากที่สุด นั่นก็คือโลกดิจิทัล ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถตัดสินใจตลอดจนวางแผนการเดินทางของตัวเองในรูปแบบที่สะดวกที่สุด รวดเร็วที่สุด และพึงพอใจที่สุดได้ ไม่ต้องเซ็งกับการขับรถส่วนตัวออกมาเพื่อติดแหง็กบนท้องถนน ไปเสี่ยงโชคเอากับแท็กซี่ที่จอดเรียงเป็นตับแต่ไม่ค่อยจอดรับ ไม่ต้องไปวัดดวงกับพี่วินปากซอยว่าวันนี้อารมณ์ดีเก็บสิบห้าหรือโดนเมียด่าเลยขอเก็บยี่สิบ กันอีกต่อไปซึ่งเจ้าของแนวคิดนี้คืออดีตวิศวกรและนักธุรกิจชาวฟินแลนด์ที่มีชื่อว่า Sampo Hietanen ปัจจุบันเขาเป็น CEO ของ MaaS Global บริษัทที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนทั้งของภาครัฐ และเอกชนเข้าด้วยกันผ่านแอปพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า Whim ซึ่งรวมเอาบริการขนส่งสาธารณะตั้งแต่รถบัส ยันเรือเฟอร์รี่ รถแท็กซี่ รถเช่า จักรยาน ไปจนถึงพาหนะเท่าที่คนจะเลือกโดยสารได้เข้าไว้ด้วยกัน ผู้ใช้บริการสามารถเช็คตารางเวลา เช็คพาหนะที่ดีที่สุดสำหรับเส้นทาง ไปจนถึงจองตั๋วเบ็ดเสร็จได้ในแอพเดียว ไม่เท่านั้น นอกจากการเดินทางรายเที่ยว Whim ยังมีการให้บริการการเดินทางแบบแพ็กเกจเหมาจ่าย คล้ายคลึงกับรูปแบบของ Netflix หรือ Amazon ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่มักรู้ตารางเวลาชีวิตของตนเองและจำเป็นต้องเดินทางอยู่แล้ว ทำให้เมืองใหญ่ของฟินแลนด์แห่งนี้เป็นเสมือนเมืองต้นแบบของระบบ MaaS ที่ทั่วทั้งโลกต่างจับจ้องเอาเป็นแบบอย่าง และไม่ใช่แต่เพียงในเฮลซิงกิเท่านั้น หลายเมืองใหญ่ทั่วโลกอย่าง ปารีส โกเธนเบิร์ก มองเปลิเยร์ เวียนนา ฮันโนเวอร์ ลาสเวกัส ลอสแองเจลิส เดนเวอร์ บาร์เซโลนา หรือกระทั่งเพื่อนบ้านเราอย่างสิงค์โปร์ ก็กำลังเริ่มนำแนวคิดนี้เข้ามาทดลองใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น
ว่ากันตามตรงด้วยการขยายตัวของเมืองใหญ่ทั่วโลกซึ่งไม่ได้กระจุกอยู่ ณ เมืองหลวงแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ระบบคมนาคมที่แข็งแกร่งและเอื้อต่อการใช้ชีวิตของประชาชนในเมือง ไม่เพียงแต่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเป็นอยู่ของประชาชนเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นตัวตัดสินความก้าวหน้าของเศรษฐกิจประเทศในอนาคตก็เป็นได้ โดยเฉพาะเมื่อผลการสำรวจของบริษัท ที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกอย่าง Deloitte ในกลุ่มคน Gen Y ทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า แม้คนรุ่นใหม่จะรักความยืดหยุ่นและความอิสระเพียงใด แต่โดยภาพรวมแล้วคนยุคมิลเลนเนียลกว่า 65% ทั่วโลก (คิดเป็น 70% ของกลุ่มตลาดประเทศพัฒนา กับ 61% ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่) ก็ยังปรารถนาที่จะทำงานประจำแบบเต็มเวลามากว่างานฟรีแลนซ์อยู่ดี นั่นหมายความว่าการเดินทางไปทำงานยังเป็นเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น และระบบคมนาคมที่เหมาะสมตลอดจนสามารถตอบสนองต่อวิถีชีวิตของพวกเขาได้ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด
ซึ่งเมื่ออ้างอิงตามบทความ The rise of mobility as a service – Reshaping how urbanites get around ของ Deloitte ที่ทำนายไว้ว่า MaaS จะกลายเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ ในการเข้ามาช่วยจัดการปัญหาด้านระบบการขนส่งในอนาคต ก็พบว่าแนวโน้มของสถานการณ์โลกเริ่มเข้าใกล้ผลสำรวจมากขึ้นไปทุกที เห็นได้ชัดจากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการขนส่งทางเลือก อาทิ Carsharing ที่ในปี 2006 ยังมีสมาชิกเริ่มต้นเพียงราว 350,000 คนเท่านั้น แต่ในปี 2014 กลับพุ่งพรวดไปแตะหลักเกือบ 5 ล้านคน หรือกิจการ Uber ที่สามารถขยาย ธุรกิจไปได้ถึง 500 เมืองในกว่า 70 ประเทศทั่วโลกในระยะเวลาเพียง 6 ปี และด้วยตัวเลขที่ถูกคาดการณ์ว่าในปี 2050 จะมีประชากรที่ย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่เพิ่มขึ้นถึงหลัก 66% ในขณะที่พื้นที่ยังมีเท่าเดิมนั้นก็ชี้ชัดให้เห็นแล้วว่า การเพิ่มถนนหรือเพิ่มรถขนส่งให้มากขึ้นย่อมไม่ใช่การแก้ปัญญาที่ตรงจุด เพราะรังแต่จะทำให้การจราจรหนาแน่นและติดขัดยิ่งกว่าเก่า การแก้ปัญหาที่เหมาะสมในเรื่องนี้จึงไม่ต้องการความ Hard แต่ต้องการความ Smart ของการบริหารรูปแบบขนส่งให้สอดคล้องกับความต้องการผู้ใช้งานระดับบุคคลมากกว่า
และถ้าถามว่าโดยภาพรวมของทั่วทั้งโลกแล้วอนาคตด้านการเดินทางของผู้คนดูสดใสแจ่มจ้าแค่ไหน ลองเปิดไฟฉายแล้วเอาลูกตาข้างขวาไปจ่อดูก็ได้ เพราะถ้าวัดจากเหล่าคนรุ่นใหม่ไปจนถึงบรรดา Start Up ต่างๆ ที่ตบเท้าเข้ามาร่วมพัฒนารูปแบบใหม่ๆ ของการเดินทางโดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นสื่อกลางแล้วล่ะก็ บอกได้คำเดียวว่า มันช่างจ้าซะเหลือเกิน!!
ตัวอย่างที่เราดูจะคุ้นกันดีก็เห็นจะหนีไม่พ้น Start Up ระดับยูนิคอร์น อย่าง Uber โมเดลใหม่ที่เปลี่ยนคนขับรถทั่วไปบนท้องถนนให้กลายมาเป็นรถรับจ้าง มาพร้อมฟังก์ชั่นที่เอื้อกับมนุษย์ยุคสมาร์ทโฟน ด้วยการเรียก บอกจุดหมายปลายทาง จ่ายเงิน และสะท้อนความคิดเห็นได้ในแอปพลิเคชั่นเดียว ตัวอย่างถัดมาคือ Lyft แอพแชร์รถที่มีความคล้ายคลึงกับ Uber แต่เพิ่มความเป็นมิตรเข้าไปด้วยการสามารถระบุข้อมูลส่วนตัวอย่าง เมืองเกิด แนวดนตรีที่ชอบ แนวหนังที่โปรด หรืออื่นๆ ช่วยประกอบการตัดสินใจของผู้เรียกรถได้ หรืออย่างในจีนเองก็มี Didi Dache แอพสำหรับเรียกรถแท็กซี่ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านคน ในกว่า 300 เมืองทั่วประเทศ นั่นยังไม่รวมถึงบรรดาบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการซื้อและจัดส่งสินค้า ซึ่งช่วยทุ่นเวลาและเงินในการเดินทางไปได้ อาทิ Postmates และ DoorDash สองบริษัทน่าจับตาของวงการเดลิเวอร์รี่อาหาร (หากนึกไม่ออกก็ลองจินตนาการถึงอะไรทำนองเดียวกับ Line Man และ Foodpanda ดูก็ได้) ที่ล่าสุดกระทำความล้ำไปอีกด้วยการจับมือกับ Starship บริษัท Start Up ด้านหุ่นยนต์สัญชาติอังกฤษ ในการนำหุ่นยนต์มาช่วยส่งอาหารแทนคนในหลายรัฐใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
ฟากประเทศไทยเองนอกจากบรรดา Uber, Grab Taxi หรือ All Thai Taxi ที่หลายคนคงจะเคยได้เรียกใช้กันบ้างแล้ว (หลังจากทนเจ็บแค้นกับปัญหาแก๊สหมด-ส่งรถไม่ทันมานาน) ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่เราได้เริ่มเห็นโมเดลใหม่ๆ จากภาคเอกชน และประชาชนกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็น KK City Bus รถเมล์สายแรกของจังหวัดขอนแก่นที่ลงทุนโดยภาคเอกชน โดยมาพร้อมแอปพลิเคชั่น KK Transit ที่ช่วยบอกเส้นทาง เวลา และตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ได้ หรือ Liluna แอพทางเดียวกันไปด้วยกัน สำหรับคนที่อยากแชร์รถเพื่อเดินทางไปสถานที่ต่างๆ โดยแลกกับค่าน้ำมันเล็กน้อยตามความพึงพอใจ
ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวสู่สังคม Mobility as a Service ได้ หรืออย่างน้อย สังคมที่ขนส่งสาธารณะเอื้อต่อประชาชนอย่างแท้จริง กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ทั้งประชาชน ภาคเอกชน โดยเฉพาะภาครัฐต้องหันมาจับมือร่วมแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง แทนที่รถแดงจะไปล้อม Uber ตำรวจจะไปล่อจับ Grab Bike หรือกรมขนส่งฯ ยังมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าคือการปรับตัวบทกฎหมายให้สอดรับกับสังคมที่เปลี่ยนไป หรือการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้กับขนส่งมวลชนเดิมที่มีอยู่
แน่นอนว่าในสายตาของหลายๆ คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อาจมองว่ากว่าจะถึงเวลานั้น คงต้องรอให้เหล่าไดโนเสาร์หมดวาระไป เอ้ย รอให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกว่านี้หรือเปล่า ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจของ Deloitte นั่นล่ะ ว่ามีคน Gen Y เพียงครึ่งเดียวที่มองว่าความร่วมมือกันของภาคธุรกิจและรัฐบาลภายในประเทศค่อนข้างเป็นไปในทิศทางที่ดี ขณะที่อีกครึ่งไม่เชื่อเช่นนั้น ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยย่อมไม่ใช่รายชื่อในกลุ่มแรก (ประเทศที่มองว่าความร่วมมือของภาคธุรกิจและรัฐบาลของตนเองเป็นไปได้ด้วยดีคือ สหรัฐอเมริกา,แคนาดา, สวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร) ทว่าในความเป็นจริงแล้วเราไม่อาจเสียเวลารออย่างไม่รู้จุดหมายปลายทางไปเรื่อยๆ ได้ ในเมื่อเราต่างก็เห็นแล้วว่าอนาคตของเมืองใหญ่สามารถดีกว่านี้ได้ด้วย Mobility as a Service (MaaS) นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่พวกเรา-เหล่าคนเจเนอเรชั่นแห่งปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอันก้าวหน้า และองค์ความรู้ไร้พรมแดน มาช่วยกันพัฒนาประเทศของเรา ในส่วนที่เราพอทำได้ ด้วยมือของเราเอง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น