การเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Mobility-as-a-Service, Maas)

Mobility-as-a-Service (MaaS) คืออะไร

ในเชิงอุดมคติ MaaS คือการที่เราสามารถออกเดินทางจากบ้านแล้วมีรถมารับได้ในทันที ซึ่งจะนำเราตรงไปยังจุดหมายปลายทางโดยไม่มีการออกนอกเส้นทางหรือความล่าช้าใด ๆ คอนเซ็ปต์ของมันก็คือการรวมความสะดวกสบายของการนั่งแท็กซี่ เข้ากับประโยชน์ใช้งานที่ครอบคลุมแบบรถประจำทาง แม้ว่าฟังแล้วอาจเป็นไปไม่ได้จริง แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูล Big Data ทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังพยายามพัฒนา MaaS ให้เกิดขึ้นและใช้งานได้จริง

นายฮิโรโซ โยชิโตมิ ประธานบริษัท JUNPUZI ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโตเกียว คือหนึ่งในผู้ที่กำลังพัฒนาไอเดียนี้ โดยบริษัทของเขาเป็นผู้ให้บริการ Convenicle (มีที่มาจากการผสมคำว่า convenient-ความสะดวกสบาย เข้ากับคำว่า vehicle-ยานพาหนะ) ให้บริการระบบการขนส่งตามความต้องการแบบไม่ต้องเสียเวลารอให้กับผู้ให้บริการเอกชนและองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศญี่ปุ่

ที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก “ณ ขณะนี้ Convenicle ได้ดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 9 แล้ว” นายโยชิโตมิ กล่าว “ณ ปัจจุบัน เราให้บริการผู้โดยสารกว่า 70,000 คนต่อเดือน ใน 42 พื้นที่ รวมถึงเมืองคาชิวะในจังหวัดชิบะ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองดาวเทียมของโตเกียว”

และตอนนี้ทางบริษัทก็ต้องการจะขยับขยายไปสู่ขั้นต่อไป โดยการใช้เครื่องมือ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสร้างโมเดล MaaS ที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น สามารถให้บริการสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ซึ่งต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2561 ทางบริษัทก็ได้จับมือกับโตชิบาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขนส่งมวลชนแห่งอนาคต

โตชิบาเป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์ยาวนานกว่า 140 ปี ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์มาหลากหลายชนิด ตั้งแต่อุปกรณ์ขนาดใหญ่อย่างกังหันลม ไปจนถึงชิ้นส่วนขนาดเล็กอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งนอกจากประสบการณ์ด้านการผลิตแล้ว โตชิบายังได้สั่งสมองค์ความรู้และทักษะในด้านอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่น งานวิจัยด้าน AI ที่บริษัทดำเนินการมาถึง 50 ปี รวมไปถึงสาขาวิชาที่ยากและท้าทายอย่าง precision imaging และภาษาธรรมชาติ ในวันนี้ ทางบริษัทได้ก้าวไปอีกขั้นสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี cyber-physical systems ซึ่งหลอมรวมโลกกายภาพของภาคการผลิตเข้ากับองค์ความรู้แห่งโลกไซเบอร์ดิจิทัล

และสาขาหนึ่งที่โตชิบามีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก ก็คือ การปฏิรูปเชิงดิจิทัล โดยมี SATLYS™ เทคโนโลยี AI สำหรับการวิเคราะห์ ดำเนินบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลและการเรียนรู้เชิงลึก ซึ่งได้มีการพัฒนา ทดลอง และปรับปรุงโดยการกรองข้อมูลปริมาณมหาศาลที่เก็บรวบรวมจากฝ่ายปฏิบัติการผลิตของโตชิบา SATLYS จึงสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วในการระบุ ประเมิน และทำการคาดการณ์ แต่คำถามสำคัญสำหรับโตชิบาก็คือ AI ตัวนี้จะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของ Convenicle ได้หรือไม่?

แล้วปัญหาการทำงานที่มีอยู่นั้นหนักหนาเพียงใด? 

“ชื่อเต็มของมันคือ Convenicle บริการรับส่งตามความต้องการ” นายโยชิโตมิ เผย “และเป้าหมายของเราคือ การสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ให้บริการเฉพาะเมื่อมีการสำรองที่นั่งเท่านั้น”

นั่นนำมาซึ่งคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ Convenicle ซึ่งนายเซอิจิ คามิยะ ผู้จัดการฝ่ายวางแผนและพัฒนาโครงการของ JUNPUZI ชี้แจงว่า “โดยปกติรถประจำทางจะมีเส้นทางที่กำหนดตายตัว ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงจำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางออกนอกเส้นทางโดยไม่จำเป็น แต่ Convenicle ใช้วิธีรวบรวมจุดรับส่งที่มีการจองไว้ล่วงหน้าเพื่อนำมาสร้างเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด จึงง่ายต่อการใช้งานสำหรับผู้บริโภค”

ด้วยวิธีนี้ การสำรองที่นั่งในแต่ละครั้งก็คือข้อมูลจุดหนึ่งในระบบ จึงจำเป็นต้องสร้างเส้นทางและกำหนดเวลาในการรับผู้โดยสารที่สะท้อนตามความต้องการนั้น อีกจุดที่ต้องคำนึงถึงคือผู้โดยสารจะขึ้นและลง Convenicle ตรงจุดไหน แม้จะฟังดูเหมือนไม่ยากเย็นอะไร เพราะในญี่ปุ่นมีแหล่งทิ้งขยะมากมายที่มีการทำเครื่องหมายไว้อย่างชัดเจน และอยู่ใกล้กับย่านที่พักอาศัย จึงสามารถใช้เป็นจุดรับส่งได้สะดวก แต่เนื่องจากจำนวนที่มีมากก็ทำให้กลายเป็นอีกปัจจัยการคำนวณ โดยเฉพาะเมื่อต้องรับส่งผู้โดยสารที่มีจุดหมายปลายทางใกล้เคียงกัน เพื่อจะได้ใช้ขีดความสามารถการทำงานของระบบได้อย่างเต็มที่

ยิ่งไปกว่านั้น การวิเคราะห์เชิงลึกจำเป็นต้องใช้ข้อมูลและ JUNPUZI ก็มีข้อมูลเชิงปฏิบัติการที่เก็บรวบรวมมาเป็นเวลามากถึง 9 ปี นายโยชิโตมิ กล่าวว่า “ในตอนแรกมันยังไม่ชัดเจนว่าเราจะนำข้อมูลเชิงปฏิบัติการมาใช้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจมากคือมันจะต้องมีประโยชน์แน่นอน เราจึงตั้งใจเก็บบันทึกข้อมูลไว้” และข้อมูลที่บันทึกไว้นี้ก็ได้ถูกนำมาใช้งานผ่าน SATLYS ในที่สุด

นายฮิโรกิ อุเอดะ นักวิจัยที่ศูนย์เทคโนโลยีซอฟท์แวร์และ AI ของ Toshiba Digital Solutions Corporation บรรยายถึงความท้าทายที่สมาชิกทีมโตชิบาต้องเผชิญ “สมมติว่าคุณมีพื้นที่แห่งหนึ่งที่มีจุดรับส่ง 2,000 จุด คุณก็ต้องประมวลผลการคาดการณ์ทั้ง 2,000 จุด แล้วคูณด้วยจุดหมายปลายทางอีก 2,000 แห่ง จะมีเส้นทางที่เป็นไปได้ถึง 4 ล้านเส้นทาง ซึ่งก็ซับซ้อนมากพอแล้ว แต่นอกจากนั้นก็ยังมีข้อมูลที่เก็บบันทึกไว้อีก 9 ปีที่ต้องนำมาวิเคราะห์ ต้องบอกเลยว่ามันทำให้ผมปวดหัวมากกับการพยายามคิดหาทางออกที่ดีที่สุดที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลปริมาณมหาศาลทั้งหมดนี้”

นายอุเอดะ กล่าวว่า ในตอนแรกโตชิบาพยายามใช้วิธีการง่ายๆ “ขั้นแรก เราให้ JUNPUZI ดูเส้นทางที่มีอุปสงค์การใช้งานสูงสุด 100 เส้นทาง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือพวกเขาบอกว่า มันยังไม่สามารถมองเห็นแนวโน้มการใช้งานของพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมดได้” ซึ่งนั่นจะเป็นเป้าหมายในขั้นต่อไป

นายยูจิ อิริโมโตะ เล่าถึงวิธีการทำงาน “SATLYS วิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานของ Convenicle จาก JUNPUZI ร่วมกับข้อมูลสภาวะอากาศจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น และรายละเอียดลักษณะอากาศในแต่ละวัน ซึ่งรวมถึงตัวแปรต่าง ๆ อย่างเช่น “ในวันที่ฝนตก ต้องใช้รถจำนวนมากขึ้น 20%” หรือ “เส้นทางนี้ต้องใช้เวลามากขึ้นสองเท่าในวันอาทิตย์”

ท้ายที่สุด SATLYS จึงได้พยากรณ์ความต้องการสำหรับแต่ละจุดรับส่ง เวลาในการรับส่ง และจำนวนผู้โดยสาร เป็นเวลาล่วงหน้าหลายสัปดาห์ และสร้างการคาดการณ์ที่แม่นยำด้วยการวิเคราะห์อย่างครอบคลุมและทำแผนที่ตามความต้องการ   “เราได้วิเคราะห์ความต้องการในทุกพื้นที่ปฏิบัติการและวางแผนภาพข้อมูลด้วยสี ที่บ่งบอกถึงระดับความต้องการ” นายอุเอดะ กล่าว “จากนั้นเราถึงจะสามารถสร้างการคาดการณ์ความต้องการใช้รถ” ผลก็คือ โตชิบาและ JUNPUZI ได้ก้าวมาถึงจุดที่สามารถนำ SATLYS มาศึกษาองค์ความรู้ที่ได้รับจาก Convenicle ในการหาจุดสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมและความต้องการส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ

นายคามิยะ พอใจกับผลที่ได้จากความร่วมมือที่ผ่านมา และมองเห็นถึงศักยภาพความเป็นไปได้ที่จะผลักดันโครงการให้ไปไกลยิ่งขึ้น “การใช้ SATLYS มาวิเคราะห์และปรับปรุงการคาดการณ์อุปสงค์ส่งผลให้เราสามารถจัดการ Convenicle ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แน่นอนว่า ยังมีสิ่งอื่นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีก โดยเฉพาะความคิดเห็นของผู้ใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น ผู้โดยสารบางคนบอกว่าพวกเขาเลือกกำหนดเวลาขึ้นรถเพื่อจะได้ร่วมเดินทางกับเพื่อน แต่เนื่องจากเส้นทางเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีก ซึ่งเราก็ต้องนำปัจจัยเหล่านั้นมาพิจารณาด้วย”

นายโยชิโตมิ ประธานบริษัท JUNPUZI เองก็เห็นด้วยและเริ่มคิดวางแผนถึงขั้นต่อไป “เรายังไม่ไปถึงจุดที่สามารถพูดได้ว่า ผู้โดยสารทุกคนได้รับประสิทธิภาพการทำงานและความสะดวกสบายจากการใช้บริการอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งต่อไปภายภาคหน้า อะไรที่ ‘ดี’ ก็เป็นเรื่องยากที่ต้องคิดพิจารณา”

ทีมโตชิบาเองก็พอใจกับความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น “การพัฒนาโครงการนี้โดยใช้ข้อมูลปฏิบัติการที่เราได้จาก JUNPUZI แสดงให้เราเห็นว่า โตชิบามีเครื่องมือที่ต้องการในการนำมาวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว” นายอิริโมโตะ กล่าว “ตอนนี้เราจะปรับปรุงโครงการต้นแบบกันต่อไป โดยเราจะเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศในแต่ละวัน รวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมในท้องถิ่น และลักษณะเฉพาะในแต่ละพื้นที่เข้าไปด้วย”

นายอุเอดะ มองไกลไปยิ่งกว่านั้นอีก “เมื่อพูดคำว่า ‘ไร้อุปสรรค’ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่คงนึกถึงสิ่งกีดขวางทางกายภาพสำหรับผู้ทุพพลภาพทางกาย แต่สำหรับบางคน แค่การเคลื่อนที่เพียงแค่ 300 เมตรก็ถือเป็นอุปสรรคได้ Convenicle ซึ่งขับเคลื่อนโดย SATLYS ต้องการที่จะกำจัดอุปสรรคในการเคลื่อนที่สำหรับทุกคน โครงการนี้ถือเป็นแนวทางแห่งอนาคตสำหรับการคมนาคม และเป็นการนำเสนอตัวเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้นให้กับผู้คนในภายภาคหน้า”

ขณะที่การขนส่งมวลชนพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง MaaS มีศักยภาพมากพอที่จะผลักดันให้เกิดการยกระดับความสะดวกรวดเร็วของการบริการขนส่งผู้โดยสาร และความสำเร็จจากความร่วมมือกับ JUNPUZI ก็ส่งผลให้โตชิบาก้าวขึ้นมาเป็นทัพหน้าในการสร้างอนาคตใหม่สำหรับบริการขนส่งมวลชนตามความต้องการ “ทั่วโลกล้วนกำลังให้ความสนใจกับการผลิตโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเดินทางในยุคต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน” นายอิริโมโตะ กล่าว “ขณะนี้มีไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ยังมีองค์กรจำนวนไม่มากนักที่มีผลงานประจักษ์อย่าง JUNPUZI ผมจึงอยากร่วมงานกับ JUNPUZI ต่อไป เพื่อรับมือกับความท้าทายและผลักดันให้เกิดการเดินทางแห่งอนาคตอย่างแท้จริง”

*SATLYS™ คือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน และ/หรือ เครื่องหมายการค้าของ Toshiba Digital Solutions Corporation ในญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ 

องอิมเมจคงจะทวิตข้อความนี้อีกรอบ ในวันใดวันหนึ่งที่ประเทศไทยเข้าสู่โลกแห่ง Mobility as a Service (MaaS) อย่างเต็มตัวก็เป็นได้ แม้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จะดูริบหรี่ติดๆ ดับๆ อยู่สักหน่อย แต่ในวันที่โลกพัฒนาไปไกลขึ้น ผู้คนสามารถเชื่อมต่อและเรียนรู้กันได้มากขึ้น ตลอดจนคนรุ่นใหม่กำลังจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาขับเคลื่อนสังคมแทนที่ นี่ก็ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะมานั่งถอนหายใจหมดหวัง โดยเฉพาะเมื่อเรามีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงให้เรียนรู้และเลียนแบบอยู่ตรงหน้า

 ธิบายโดยง่าย Mobility as a Service (MaaS) คือแนวคิดเกี่ยวกับระบบการเดินทาง ที่รวบรวมเอาบริการทุกอย่างในด้านการขนส่งมาไว้ในพื้นที่ที่อำนวยความสะดวกให้คนได้มากที่สุด นั่นก็คือโลกดิจิทัล ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถตัดสินใจตลอดจนวางแผนการเดินทางของตัวเองในรูปแบบที่สะดวกที่สุด รวดเร็วที่สุด และพึงพอใจที่สุดได้ ไม่ต้องเซ็งกับการขับรถส่วนตัวออกมาเพื่อติดแหง็กบนท้องถนน ไปเสี่ยงโชคเอากับแท็กซี่ที่จอดเรียงเป็นตับแต่ไม่ค่อยจอดรับ ไม่ต้องไปวัดดวงกับพี่วินปากซอยว่าวันนี้อารมณ์ดีเก็บสิบห้าหรือโดนเมียด่าเลยขอเก็บยี่สิบ กันอีกต่อไป

ซึ่งเจ้าของแนวคิดนี้คืออดีตวิศวกรและนักธุรกิจชาวฟินแลนด์ที่มีชื่อว่า Sampo Hietanen ปัจจุบันเขาเป็น CEO ของ MaaS Global บริษัทที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนทั้งของภาครัฐ และเอกชนเข้าด้วยกันผ่านแอปพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า Whim ซึ่งรวมเอาบริการขนส่งสาธารณะตั้งแต่รถบัส ยันเรือเฟอร์รี่ รถแท็กซี่ รถเช่า จักรยาน ไปจนถึงพาหนะเท่าที่คนจะเลือกโดยสารได้เข้าไว้ด้วยกัน ผู้ใช้บริการสามารถเช็คตารางเวลา เช็คพาหนะที่ดีที่สุดสำหรับเส้นทาง ไปจนถึงจองตั๋วเบ็ดเสร็จได้ในแอพเดียว ไม่เท่านั้น นอกจากการเดินทางรายเที่ยว Whim ยังมีการให้บริการการเดินทางแบบแพ็กเกจเหมาจ่าย คล้ายคลึงกับรูปแบบของ Netflix หรือ Amazon ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่มักรู้ตารางเวลาชีวิตของตนเองและจำเป็นต้องเดินทางอยู่แล้ว ทำให้เมืองใหญ่ของฟินแลนด์แห่งนี้เป็นเสมือนเมืองต้นแบบของระบบ MaaS ที่ทั่วทั้งโลกต่างจับจ้องเอาเป็นแบบอย่าง และไม่ใช่แต่เพียงในเฮลซิงกิเท่านั้น หลายเมืองใหญ่ทั่วโลกอย่าง ปารีส โกเธนเบิร์ก มองเปลิเยร์ เวียนนา ฮันโนเวอร์ ลาสเวกัส ลอสแองเจลิส เดนเวอร์ บาร์เซโลนา หรือกระทั่งเพื่อนบ้านเราอย่างสิงค์โปร์ ก็กำลังเริ่มนำแนวคิดนี้เข้ามาทดลองใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

 

ว่ากันตามตรงด้วยการขยายตัวของเมืองใหญ่ทั่วโลกซึ่งไม่ได้กระจุกอยู่ ณ เมืองหลวงแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ระบบคมนาคมที่แข็งแกร่งและเอื้อต่อการใช้ชีวิตของประชาชนในเมือง ไม่เพียงแต่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเป็นอยู่ของประชาชนเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นตัวตัดสินความก้าวหน้าของเศรษฐกิจประเทศในอนาคตก็เป็นได้ โดยเฉพาะเมื่อผลการสำรวจของบริษัท ที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกอย่าง Deloitte ในกลุ่มคน Gen Y ทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า แม้คนรุ่นใหม่จะรักความยืดหยุ่นและความอิสระเพียงใด แต่โดยภาพรวมแล้วคนยุคมิลเลนเนียลกว่า 65% ทั่วโลก (คิดเป็น 70% ของกลุ่มตลาดประเทศพัฒนา กับ 61% ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่) ก็ยังปรารถนาที่จะทำงานประจำแบบเต็มเวลามากว่างานฟรีแลนซ์อยู่ดี นั่นหมายความว่าการเดินทางไปทำงานยังเป็นเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น และระบบคมนาคมที่เหมาะสมตลอดจนสามารถตอบสนองต่อวิถีชีวิตของพวกเขาได้ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด

ซึ่งเมื่ออ้างอิงตามบทความ The rise of mobility as a service – Reshaping how urbanites get around ของ Deloitte ที่ทำนายไว้ว่า MaaS จะกลายเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ ในการเข้ามาช่วยจัดการปัญหาด้านระบบการขนส่งในอนาคต ก็พบว่าแนวโน้มของสถานการณ์โลกเริ่มเข้าใกล้ผลสำรวจมากขึ้นไปทุกที เห็นได้ชัดจากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการขนส่งทางเลือก อาทิ Carsharing ที่ในปี 2006 ยังมีสมาชิกเริ่มต้นเพียงราว 350,000 คนเท่านั้น แต่ในปี 2014 กลับพุ่งพรวดไปแตะหลักเกือบ 5 ล้านคน หรือกิจการ Uber ที่สามารถขยาย ธุรกิจไปได้ถึง 500 เมืองในกว่า 70 ประเทศทั่วโลกในระยะเวลาเพียง 6 ปี และด้วยตัวเลขที่ถูกคาดการณ์ว่าในปี 2050 จะมีประชากรที่ย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่เพิ่มขึ้นถึงหลัก 66% ในขณะที่พื้นที่ยังมีเท่าเดิมนั้นก็ชี้ชัดให้เห็นแล้วว่า การเพิ่มถนนหรือเพิ่มรถขนส่งให้มากขึ้นย่อมไม่ใช่การแก้ปัญญาที่ตรงจุด เพราะรังแต่จะทำให้การจราจรหนาแน่นและติดขัดยิ่งกว่าเก่า การแก้ปัญหาที่เหมาะสมในเรื่องนี้จึงไม่ต้องการความ Hard แต่ต้องการความ Smart ของการบริหารรูปแบบขนส่งให้สอดคล้องกับความต้องการผู้ใช้งานระดับบุคคลมากกว่า

และถ้าถามว่าโดยภาพรวมของทั่วทั้งโลกแล้วอนาคตด้านการเดินทางของผู้คนดูสดใสแจ่มจ้าแค่ไหน ลองเปิดไฟฉายแล้วเอาลูกตาข้างขวาไปจ่อดูก็ได้ เพราะถ้าวัดจากเหล่าคนรุ่นใหม่ไปจนถึงบรรดา Start Up ต่างๆ ที่ตบเท้าเข้ามาร่วมพัฒนารูปแบบใหม่ๆ ของการเดินทางโดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นสื่อกลางแล้วล่ะก็ บอกได้คำเดียวว่า มันช่างจ้าซะเหลือเกิน!!

ตัวอย่างที่เราดูจะคุ้นกันดีก็เห็นจะหนีไม่พ้น Start Up ระดับยูนิคอร์น อย่าง Uber โมเดลใหม่ที่เปลี่ยนคนขับรถทั่วไปบนท้องถนนให้กลายมาเป็นรถรับจ้าง มาพร้อมฟังก์ชั่นที่เอื้อกับมนุษย์ยุคสมาร์ทโฟน ด้วยการเรียก บอกจุดหมายปลายทาง จ่ายเงิน และสะท้อนความคิดเห็นได้ในแอปพลิเคชั่นเดียว ตัวอย่างถัดมาคือ Lyft แอพแชร์รถที่มีความคล้ายคลึงกับ Uber แต่เพิ่มความเป็นมิตรเข้าไปด้วยการสามารถระบุข้อมูลส่วนตัวอย่าง เมืองเกิด แนวดนตรีที่ชอบ แนวหนังที่โปรด หรืออื่นๆ ช่วยประกอบการตัดสินใจของผู้เรียกรถได้ หรืออย่างในจีนเองก็มี Didi Dache แอพสำหรับเรียกรถแท็กซี่ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านคน ในกว่า 300 เมืองทั่วประเทศ นั่นยังไม่รวมถึงบรรดาบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการซื้อและจัดส่งสินค้า ซึ่งช่วยทุ่นเวลาและเงินในการเดินทางไปได้ อาทิ Postmates และ DoorDash สองบริษัทน่าจับตาของวงการเดลิเวอร์รี่อาหาร (หากนึกไม่ออกก็ลองจินตนาการถึงอะไรทำนองเดียวกับ Line Man และ Foodpanda ดูก็ได้) ที่ล่าสุดกระทำความล้ำไปอีกด้วยการจับมือกับ Starship บริษัท Start Up ด้านหุ่นยนต์สัญชาติอังกฤษ ในการนำหุ่นยนต์มาช่วยส่งอาหารแทนคนในหลายรัฐใหญ่ของสหรัฐอเมริกา

 ฟากประเทศไทยเองนอกจากบรรดา Uber, Grab Taxi หรือ All Thai Taxi ที่หลายคนคงจะเคยได้เรียกใช้กันบ้างแล้ว (หลังจากทนเจ็บแค้นกับปัญหาแก๊สหมด-ส่งรถไม่ทันมานาน) ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่เราได้เริ่มเห็นโมเดลใหม่ๆ จากภาคเอกชน และประชาชนกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็น KK City Bus รถเมล์สายแรกของจังหวัดขอนแก่นที่ลงทุนโดยภาคเอกชน โดยมาพร้อมแอปพลิเคชั่น KK Transit ที่ช่วยบอกเส้นทาง เวลา และตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ได้ หรือ Liluna แอพทางเดียวกันไปด้วยกัน สำหรับคนที่อยากแชร์รถเพื่อเดินทางไปสถานที่ต่างๆ โดยแลกกับค่าน้ำมันเล็กน้อยตามความพึงพอใจ

ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวสู่สังคม Mobility as a Service ได้ หรืออย่างน้อย สังคมที่ขนส่งสาธารณะเอื้อต่อประชาชนอย่างแท้จริง กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ทั้งประชาชน ภาคเอกชน โดยเฉพาะภาครัฐต้องหันมาจับมือร่วมแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง แทนที่รถแดงจะไปล้อม Uber ตำรวจจะไปล่อจับ Grab Bike หรือกรมขนส่งฯ ยังมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าคือการปรับตัวบทกฎหมายให้สอดรับกับสังคมที่เปลี่ยนไป หรือการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้กับขนส่งมวลชนเดิมที่มีอยู่

แน่นอนว่าในสายตาของหลายๆ คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อาจมองว่ากว่าจะถึงเวลานั้น คงต้องรอให้เหล่าไดโนเสาร์หมดวาระไป เอ้ย รอให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกว่านี้หรือเปล่า ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจของ Deloitte นั่นล่ะ ว่ามีคน Gen Y เพียงครึ่งเดียวที่มองว่าความร่วมมือกันของภาคธุรกิจและรัฐบาลภายในประเทศค่อนข้างเป็นไปในทิศทางที่ดี ขณะที่อีกครึ่งไม่เชื่อเช่นนั้น ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยย่อมไม่ใช่รายชื่อในกลุ่มแรก (ประเทศที่มองว่าความร่วมมือของภาคธุรกิจและรัฐบาลของตนเองเป็นไปได้ด้วยดีคือ สหรัฐอเมริกา,แคนาดา, สวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร) ทว่าในความเป็นจริงแล้วเราไม่อาจเสียเวลารออย่างไม่รู้จุดหมายปลายทางไปเรื่อยๆ ได้ ในเมื่อเราต่างก็เห็นแล้วว่าอนาคตของเมืองใหญ่สามารถดีกว่านี้ได้ด้วย Mobility as a Service (MaaS) นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่พวกเรา-เหล่าคนเจเนอเรชั่นแห่งปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอันก้าวหน้า และองค์ความรู้ไร้พรมแดน มาช่วยกันพัฒนาประเทศของเรา ในส่วนที่เราพอทำได้ ด้วยมือของเราเอง


ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม